Call Center

ข้อห้ามในการรักษา

  1. ข้อห้ามเด็ดขาด (Absolute Contraindications) ผู้ป่วยที่ได้รับยาบางชนิด (ในปัจจุบันหรือเพิ่งหยุดยา)
    • Doxorubicin หรือ Adriamycin (ยารักษาโรคมะเร็ง) – อาจทำให้เกิดพิษต่อหัวใจเฉียบพลัน
    • Bleomycin (ยารักษาโรคมะเร็ง) – อาจทำให้เกิดภาวะพังผืดในปอดหรือปอดอักเสบรุนแรง
    • Cisplatin (ยารักษาโรคมะเร็ง) – มีผลต่อการสมานแผล
    • Disulfiram (Antabuse) (ยารักษาอาการติดสุรา) – ขัดขวางกลไกการป้องกันอนุมูลอิสระของร่างกาย
    • Mafenide Acetate (Sulfamylon): (ยาทาแผลไฟไหม้) หากใช้ร่วมกับ HBOT จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลลึกและชะลอการสมานแผล
  2. โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน: เช่น เป็นหวัด คัดจมูก ไซนัสอักเสบ เพราะจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเคลียร์หู (เคลียร์ความดันในหู) ได้ ส่งผลให้ปวดหูรุนแรงหรือแก้วหูทะลุ
  3. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือถุงลมโป่งพอง: ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีถุงลมที่เปราะบาง เสี่ยงต่อการแตกเมื่อความดันเปลี่ยน และออกซิเจนที่สูงเกินไปอาจไปกดการหายใจของผู้ป่วยได้
  4. ประวัติเคยผ่าตัดหน้าอกหรือผ่าตัดปอด: ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผลหายสนิทและไม่มีลมค้างในช่องอกระบบประสาทและจิตใจ
  5. โรคประจำตัวที่มีอาการชัก (Seizure Disorders): ออกซิเจนความดันสูงในระดับหนึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด 6.โรคกลัวที่แคบ (Claustrophobia)
  6. ภาวะไข้สูง (High Fever): ไข้สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการชักจากพิษของออกซิเจน (Oxygen Toxicity) ควรงดจนกว่าไข้จะลด
  7. หญิงตั้งครรภ์
  8. การผ่าตัดหูหรือแก้วหูทะลุ
  9. ส่งเสริมการไหลเวียนเลือดและออกซิเจนทั่วร่างกาย
  10. ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น รู้สึกสดชื่นและฟื้นตัวเร็วขึ้นหลังเหนื่อยล้า

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวหลังเข้ารับการบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง (HBOT)

  1. หลังจากเสร็จสิ้นการทำ HBOT ร่างกายอาจมีการปรับตัวจากความดันอากาศที่เปลี่ยนไป ขอให้คนไข้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังต่อไปนี้เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา (Hyperbaric Fatigue) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่ได้รับออกซิเจนปริมาณสูงและเกิดการเร่งระบบเผาผลาญ แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ อาการจะหายไปเอง
  2. จิบน้ำบ่อยๆ และเลี่ยงของเย็น: ควรดื่มน้ำสะอาด (อุณหภูมิห้อง) ให้มากขึ้น เพื่อช่วยในกระบวนการไหลเวียนโลหิตและขับของเสียออกจากร่างกาย หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือเครื่องดื่มเย็นจัดชั่วคราวเพื่อป้องกันการระคายเคืองทางเดินหายใจ
  3. เฝ้าระวังอาการทางหู (เคลียร์หู): หากยังมีอาการหูอื้อ ตึงๆ ในหู หรือปวดหูเล็กน้อยหลังออกจากตู้ ให้ทำการกลืนน้ำลาย บดเคี้ยว หรือเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อช่วยปรับความดันในหูชั้นกลาง หากมีอาการปวดหูอย่างรุนแรง หูอื้อไม่หาย หรือมีเสียงวิ้งในหูตลอดเวลา ให้รีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทันที
  4. สังเกตความผิดปกติทางสายตา: ในคนไข้บางราย (โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ทำต่อเนื่องหลายครั้ง) อาจมีภาวะสายตาสั้นลงชั่วคราว (Refractive changes) ซึ่งเกิดจากความดันไปกดเลนส์ตา อาการนี้เป็นเพียงชั่วคราวและจะกลับสู่ภาวะปกติหลังสิ้นสุดคอร์สการรักษา ไม่แนะนำให้ตัดแว่นใหม่ในช่วงนี้
  5. การรับประทานอาหารและยา: สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ (เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก ผลไม้) และต้องทานยารักษาโรคประจำตัวตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะคนไข้เบาหวาน ควรทานอาหารให้ตรงเวลาเพราะออกซิเจนแรงดันสูงอาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้
  6. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
    • งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงหลังการรักษา (หากงดได้ตลอดคอร์สจะดีที่สุด) เนื่องจากสารนิโคตินจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ซึ่งจะไปต้านฤทธิ์ของ HBOT ที่ช่วยขยายเส้นเลือด
    • หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน หรือการดำน้ำลึก ภายใน 24 ชั่วโมงหลังทำ เพื่อป้องกันภาวะฟองอากาศในเลือดจากความดันเปลี่ยนฉับพลัน (Decompression Sickness)

⚠️ อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที

  • มีอาการปวดหูอย่างรุนแรง
  • มีเลือดหรือของเหลวไหลออกจากหู
  • ชาตามปลายมือปลายเท้า
  • เจ็บหน้าอก
  • หายใจเหนื่อยหอบ หรือมีอาการชักเกร็ง
PROMOTION 1

"เพราะการได้ยิน…รอไม่ได้"
ยิ่งเริ่มรักษาเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งมาก
HBOT เพิ่มออกซิเจนสู่หูชั้นใน
เพื่อการฟื้นฟูเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ

PROMOTION 2

เพิ่มออกซิเจน ฟื้นฟูร่างกาย
เสริมสมรรถภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น